8 เทคนิคแก้ปัญหาพฤติกรรมผู้ป่วยสมองเสื่อม

นพ.ธรรมนาถ เจริญบุญ จิตแพทย์

0
534

 

โรคสมองเสื่อม (dementia) เป็นปัญหาสุขภาพที่สำคัญในผู้สูงอายุ โดยพบความชุกได้ถึงร้อยละ 5-10 ในผู้ที่มีอายุมากกว่า 65 ปี อาการของโรคสมองเสื่อมนอกจากปัญหาเรื่องความจำแล้ว ปัญหาเรื่องพฤติกรรมและอาการทางจิตก็เป็นสิ่งที่พบได้บ่อยและเป็นปัญหาสำคัญที่ทำให้ญาติพาผู้ป่วยมาพบแพทย์

ปัญหาพฤติกรรมและอาการทางจิตที่พบได้บ่อยและมักสร้างความยากลำบากในการดูแลให้แก่ญาติมากที่สุด ได้แก่ พฤติกรรมก้าวร้าว อาการหลงผิด และอาการประสาทหลอน โดยที่อาการเหล่านี้พบได้มากถึงร้อยละ 30-40 ในผู้ป่วยโรคสมองเสื่อม

  • พฤติกรรมก้าวร้าว (aggression) หมายถึง การที่ผู้ป่วยแสดงความหงุดหงิดและมีพฤติกรรมก้าวร้าวรุนแรง โดยอาจแสดงออกด้วยการต่อต้านการดูแลของญาติ ตะโกนเสียงดัง ด่าว่า ทำลายข้าวของ หรือทำร้ายร่างกายคนอื่น
  • อาการหลงผิด (delusion) หมายถึง ความเชื่อแบบผิด ๆ ที่เปลี่ยนไม่ได้ และไม่มีเหตุผล โดยอาการหลงผิดที่พบได้บ่อยในโรคสมองเสื่อม ได้แก่ เชื่อว่ามีคนมาขโมยของในบ้าน มีคนจ้องจะทำร้าย หรือเชื่อว่าสามี(ภรรยา)มีชู้ เป็นต้น
  • อาการประสาทหลอน (hallucination) หมายถึง การรับรู้ทางประสาทสัมผัสที่ไม่มีอยู่จริง โดยอาการที่พบบ่อยในโรคสมองเสื่อมได้แก่การเห็นภาพหลอน เช่น ผู้ป่วยอาจเห็นหมาวิ่งในบ้าน หรือเห็นคนเดินอยู่ในบ้านทั้งที่ไม่มีจริง เป็นต้น และหูแว่ว ซึ่งได้แก่การได้ยินเสียงที่ไม่มีอยู่จริง โดยผู้ป่วยอาจบอกว่าได้ยินเสียงคนมาคุยด้วยทั้ง ๆ ที่ไม่มีใคร เป็นต้น

ทั้งนี้จากหลักฐานทางวิชาการและมาตรฐานการรักษาโรคสมองเสื่อมทั่วโลกแนะนำว่าให้ใช้การรักษาโดยไม่ต้องใช้ยาก่อนสำหรับปัญหาพฤติกรรมและอาการทางจิต ดังนั้นเรามาดูกันครับว่ามีวิธีการอย่างไรบ้างเพื่อที่จะป้องกันหรือลดอาการของผู้ป่วย

1. เข้าใจธรรมชาติของโรค
อันนี้เป็นสิ่งพื้นฐานและสำคัญที่สุด คือญาติต้องเข้าใจว่าปัญหาพฤติกรรมเหล่านี้สามารถพบได้ในผู้ป่วยโรคสมองเสื่อมและพบได้บ่อยด้วย จึงไม่แปลกที่ผู้ป่วยจะมีอาการบ้างในบางครั้ง แต่ในขณะเดียวกันก็พบว่าในผู้ป่วยส่วนใหญ่อาการเหล่านี้มักจะหายไปได้เองในเวลา 4-6 สัปดาห์ ดังนั้นหากผู้ป่วยมีอาการเพียงเล็กน้อยและไม่ได้สร้างความลำบากใจให้กับตัวผู้ป่วยเองหรือญาติ (เช่น ผู้ป่วยบางคนอาจบอกว่าเห็นญาติที่เสียไปแล้วมาคุยด้วยโดยที่ผู้ป่วยก็ไม่ได้ตกใจหรือเดือดร้อนอะไร) กรณีนี้อาจจะไม่ต้องมีการรักษาอะไรเป็นพิเศษก็ได้

[* ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับโรคสมองเสื่อมในสมัยนี้สามารถหาได้ทั่วไปในอินเตอร์เน็ต เช่น จากเพจสมาคมผู้ดูแลผู้ป่วยสมองเสื่อม เพจของสมาคมจิตแพทย์แห่งประเทศไทย เป็นต้น]

2. ปรับสิ่งแวดล้อมให้เหมาะสม
สภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสมมักจะทำให้ผู้ป่วยมีปัญหาพฤติกรรมได้มาก โดยประเด็นหลักๆ ที่ต้องดูแล ได้แก่
  • ห้องควรเรียบร้อยไม่รกจนเกินไป เนื่องจากอาการหลงผิดบางอย่างเกิดจากการหาของไม่เจอ ทำให้ผู้ป่วยเชื่อว่ามีคนอื่นมาขโมยไป ดังนั้นยิ่งห้องรก หาของไม่เจอ ผู้ป่วยก็อาจมีอาการลักษณะนี้ได้มาก
  • เสียงดังหรือเงียบจนเกินไป เสียงที่ดังเกินไปมักสร้างความหงุดหงิดให้กับผู้ป่วย (ซึ่งที่จริงคนทั่วไปก็เป็น) ในขณะที่บางครั้งบรรยากาศที่เงียบและนานจนเกินไป เช่น ผู้ป่วยที่นอนเฉย ๆ ในห้องที่เงียบ ๆ ทั้งวัน ก็อาจทำให้ปัญหาพฤติกรรมเป็นมากขึ้นได้ เพราะอาการทางจิต เช่น หูแว่วมักจะได้ยินชัดเจนขึ้น หรือการนั่งว่าง ๆ ก็อาจทำให้คนไข้คิดหมกมุ่นเรื่องอาการหลงผิดมากขึ้น ดังนั้นการมีสิ่งกระตุ้นที่เหมาะสมจึงเป็นสิ่งจำเป็น เช่น มีคนคุยด้วยเป็นพัก ๆ เปิดเพลงฟังเบา ๆ หรือดูทีวีบ้างจะดีกว่า
  • ส่งเสริมให้ผู้ป่วยดูแลตัวเองให้ได้มากที่สุด ผู้สูงอายุมักมีปัญหาการเคลื่อนไหว เช่น ลุกยาก เดินลำบาก หรือหกล้มง่าย ดังนั้นสภาพบ้านจึงควรส่งเสริมให้ผู้ป่วยดูแลตัวเองและเคลื่อนไหวได้เองมากที่สุด เช่น มีราวจับในห้องน้ำ มีที่กันลื่น หรือมีไม้เท้าช่วยในการเดิน เป็นต้น

3. มีกิจกรรมทำประจำ 

พบว่าการมีงานอดิเรกหรือออกกำลังกายเป็นประจำ สามารถลดปัญหาพฤติกรรมและอาการทางจิตได้ ดังนั้นจึงควรสนับสนุนหรือให้ผู้ป่วยมีกิจกรรมทำบ้างในระหว่างวัน โดยไม่ควรให้นั่งเฉย ๆ หรือนอนตลอดวัน โดยกิจกรรมอาจเป็นงานง่าย ๆ เช่น กวาดบ้าน รดน้ำต้นไม้ อ่านหนังสือพิมพ์ ดูทีวี เป็นต้น โดยที่ไม่ต้องสนใจว่าผู้ป่วยทำได้ดีหรือไม่ แต่เน้นที่การได้มีกิจกรรมทำ

4. หลีกเลี่ยงการโต้เถียง

สำหรับอาการหลงผิดหรือประสาทหลอน หลายครั้งพบว่าปัญหาเกิดจากการโต้เถียงกันของผู้ป่วยกับญาติมากกว่าตัวอาการเอง เช่น ผู้ป่วยบอกว่าเห็นแมววิ่งในบ้าน ญาติก็พยายามอธิบายว่าไม่มี พอเถียงกันไปมาสุดท้ายผู้ป่วยก็หงุดหงิดและก้าวร้าว ดังนั้นต้องเข้าใจว่าธรมชาติของอาการหลงผิดหรือประสาทหลอนผู้ป่วยจะเชื่อหรือเห็นเหมือนว่ามีอยู่จริง ดังนั้นการพยายามโต้แย้งมักจะไม่ได้ประโยชน์อะไร

5. ลดปัจจัยกระตุ้น

ทั้งนี้เมื่อผู้ป่วยมีพฤติกรรมก้าวร้าว ผู้ดูแลควรพยายามวิเคราะห์หาสาเหตุของการเกิดอาการ และหากพบว่ามีปัจจัยกระตุ้นที่ชัดเจน ก็ควรพยายามหลีกเลี่ยงหรือแก้ไข เช่น ผู้ป่วยรายหนึ่งมีพฤติกรรมก้าวร้าวในตอนเย็นเกือบทุกวัน ในขณะที่เวลาอื่น ๆ ไม่ค่อยมีอาการเท่าไหร่ เมื่อลองวิเคราะห์หาสาเหตุแล้วพบว่าพฤติกรรมก้าวร้าวเกิดจากการที่ผู้ป่วยไม่ยอมอาบน้ำในตอนเย็น ซึ่งพอผู้ดูแลบังคับให้อาบก็จะต่อต้านและหงุดหงิดมากจนวุ่นวาย และทำให้กลางคืนนอนไม่หลับ ดังนั้นทางแก้คือหลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้น นั่นคือยอมให้อาบน้ำเฉพาะตอนเช้าก็ได้ ส่วนตอนเย็นอาจแค่ล้างหน้าเช็ดตัวนิดหน่อยก็พอ

6. เทคนิคการหันเหความสนใจ

เป็นอีกวิธีที่มีประโยชน์และใช้ได้บ่อย โดยมักใช้ร่วมกับการหลีกเลี่ยงการโต้เถียง หลักการของเทคนิคนี้คือเวลาที่ผู้ป่วยมีปัญหาพฤติกรรมเกิดขึ้น ให้พยายามหันเหความสนใจผู้ป่วยไปสู่สิ่งอื่นหรือไปทำอย่างอื่น เช่น ผู้ป่วยพูดซ้ำ ๆ ว่ามีคนมาขโมยในบ้าน ผู้ดูแลอาจใช้วิธีหันเหความสนใจด้วยการชวนไปเดินเล่นหน้าบ้านหรือไปกินขนม เป็นต้น เพื่อให้ผู้ป่วยหยุดหมกมุ่นในพฤติกรรมนั้น ๆ

7. ดนตรีบำบัด

จากการศึกษาพบว่าการเปิดเพลงที่ผู้ป่วยชอบสามารถช่วยลดปัญหาพฤติกรรมก้าวร้าวและทำให้ผู้ป่วยมีความสุขมากขึ้นได้ ดังนั้นในเวลาที่ผู้ป่วยไม่ได้ทำอะไร ญาติอาจเปิดเพลงคลอเบา ๆ ไปด้วยได้ ซึ่งอาจจะดีกว่านั่งในห้องเงียบ ๆ

8. สุคนธบำบัด

ทั้งนี้มีการศึกษาจำนวนหนึ่งที่พบว่าการบำบัดโดยใช้กลิ่นหอมอาจช่วยลดปัญหาพฤติกรรมก้าวร้าวในผู้ป่วยได้ โดยกลิ่นที่มีหลักฐานว่าได้ผล ได้แก่ ลาเวนเดอร์ และเลม่อน บาล์ม (lemon balm) โดยทั่วไปการบำบัดด้วยกลิ่นทำได้ 2 วิธี ได้แก่ การนวดตัวด้วยน้ำมันหอมระเหย หรือการสูดดมจากเครื่องพ่นควัน (หรือหยดลงบนน้ำร้อนก็ได้)

ทั้งหมดที่กล่าวมานี้เป็นวิธีการรักษาปัญหาพฤติกรรมและอาการทางจิตโดยไม่ต้องใช้ยาที่พบว่ามีหลักฐานทางวิชาการพอสมควรว่าได้ผล ซึ่งแต่ละวิธีก็ถือว่าไม่ได้ยุ่งยากจนเกินไป ดังนั้นแนวทางการรักษาโรคสมองเสื่อมในเกือบทุกประเทศจึงแนะนำให้ผู้ดูแลทดลองใช้วิธีการต่าง ๆ เหล่านี้เพื่อช่วยลดอาการของผู้ป่วย อย่างไรก็ตามหากปัญหาพฤติกรรมของผู้ป่วยรุนแรงมาก หรือเป็นมากขึ้นเรื่อย ๆ ไม่หาย ก็ควรพาผู้ป่วยไปพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุของการเกิดอาการต่อไป และในบางกรณีก็อาจจะจำเป็นต้องใช้ยาในการลดอาการร่วมด้วย

Resource: HealthToday Magazine, No.195 JULY 2017