ด้านมืดของคนเรา

นพ.ภุชงค์ เหล่ารุจิสวัสดิ์ จิตแพทย์

0
751

ทุกวันนี้การเดินทางไปต่างประเทศไม่ใช่เรื่องยุ่งยากหรือยิ่งใหญ่อีกต่อไป ‘ใครๆ ก็บินได้’ เพราะปรากฎการณ์ low cost airline และการจองตั๋วรวมทั้งที่พักต่างๆ ผ่านอินเตอร์เน็ตได้ จึงเกิดการ ‘เที่ยวไม่ง้อทัวร์’ มากมาย เราก็ได้ยินข่าวว่าคนรอบข้างเราคนนั้นคนนี้ไปประเทศโน้นประเทศนี้อยู่ตลอดเวลา โดยไม่รู้ตัว…ภายในใจก็เกิดการแบ่งระหว่างเมืองนอกกับเมืองไทย ใจเราจำได้หมายรู้ว่าการไปเมืองนอกก็คือ สนุก สบาย วิวสวย อากาศเย็น เมื่อคิดว่าจะได้ไปก็ฟินล่วงหน้าได้แล้ว หลายคนฟินตั้งแต่กดปุ่มจองตั๋วเครื่องบินเสร็จ

ด้วยการไปเที่ยวเมืองนอกเป็นความสุข การไปเรียนเมืองนอกจึงถูกมองว่าสุขไปด้วย คงจะคล้ายๆ ได้เที่ยวเมืองนอกติดกันนานเป็นปีๆ ดีสุดๆ ไปเลย นอกจากนี้เราอาจจะติดความความทรงจำจากหนังยุคปริศนา-รัตนาวดี ว่าการเรียนเมืองนอกนั้นมีภาพดูดี ทุกอย่างเนี้ยบและเป๊ะ กินข้าวเหมือนนั่งโต๊ะดินเนอร์ มีช้อนส้อมมีดเรียงเป็นสิบอะไรแบบนั้น

“ก่อนไปผมก็คิดอย่างนั้นนะ แต่มันไม่ใช่โดยสิ้นเชิง” ชายหนุ่มคนหนึ่งยิ้มฝืนๆ พลางบอกกับผมด้วยสีหน้าเซ็ง ๆ “ตอนไปอยู่ก็เบื่อๆ มันไม่เป็นเหมือนที่คิด ห้องที่ไปเช่านอนก็โทรมๆ เจ้าของก็ไม่ใช่ฝรั่งนะครับ เป็นคนจีน ขี้บ่นมาก ชีวิตก็ไม่ได้จะดีอะไร กินอาหารถูกๆ เพราะข้าวของมันแพงจนซื้ออะไรไม่ลง ย่านที่ผมอยู่พวกคนอพยพคนดำอะไรก็เยอะไปหมด กัญชานี่คลุ้งเลยครับ ที่แย่สุดก็คือ จู่ๆ สถาบันภาษาเจ้าที่เรียนก็ปิดตัวเฉยเลยครับ ผมนี่เคว้งมาก ท้อแท้แทบจะกลับแล้ว แต่เสียดายโอกาส เสียดายเงิน ก็เลยพยายามชวนคนอื่นๆ รวมกลุ่มกันร้องเรียน รัฐบาลที่นั่นก็ดีนะพยายามหาที่เรียนให้ แต่มันก็แย่ไปหลายสัปดาห์ เหมือนถูกปล่อยเกาะ ช่วงนั้นคิดเยอะมาก เลยพยายามหาอะไรทำ หาที่เที่ยว ที่กิน แวะไปเจอเพื่อนใหม่ๆ ข้างในหัวก็ด่าตัวเองว่าทำอะไรไร้สาระ ทำไมทำตัวเปลืองเงิน มันเครียดมากจริงๆ คิดไม่หยุด แต่ช่วงที่เรียนผมก็ตั้งใจมาก เหมือนพยายามชดเชยปมในใจเรื่องภาษาอังกฤษของผมที่ห่วยมาตั้งแต่เด็กๆ  พอไปเรียนเมืองนอกก็ตั้งใจกับตัวเองว่าจะแก้ไข มันจะต้องดีกว่าเดิม ลงทุนไปเป็นล้าน แต่ก็ยังไม่ได้เรื่องอยู่ดี”

“แล้วสรุปว่าตอนนี้คุณทุกข์ใจเพราะอะไรครับ”

“เพราะ…ผมผิดหวังในตัวเอง ผมรู้สึกเรื่องนี้ตอนอ่านหนังสือเล่มหนึ่ง ชื่อ ‘ด้านมืดของผู้ตามหาแสงสว่าง’ คุณหมอเคยอ่านไหมครับ” เขาหยิบหนังสือเล่มหนึ่งขึ้นมาโชว์ผม ผมเห็นว่าแต่ละหน้าในหนังสือมีการขีดเน้นข้อความราวกับท่องไปสอบ

“ครับ หมอรู้จักกับเจ้าของสำนักพิมพ์เจ้านี้ด้วยละครับ เขาชอบทำหนังสือแนวนี้”

“เหรอครับ ถ้างั้นฝากคุณหมอขอบคุณเขาด้วยนะครับ หลังจากอ่านหนังสือเล่มนี้แล้วผมเหมือนได้คิดอะไรขึ้นมา เซ็งน้อยลงบ้าง เหมือนเริ่มจับได้แล้วว่าเซ็งอะไร แต่เดี๋ยวขอผมเล่าต่อจากเมื่อกี้อีกนิดนะครับ จุดพีคของเรื่องมันไม่ใช่ตอนอยู่เมืองนอกครับ หนักสุดก็ตอนกลับมาเมืองไทย ระหว่างนั่งเครื่องกลับมาก็เริ่มคิดแล้วครับ ผ่านไปปีหนึ่ง ผลาญเงินพ่อไปล้านกว่าๆ สุดท้ายได้อะไรมั่ง มีอะไรเก่งขึ้นไหม ใจมันวูบ จิตตกไปเลยครับ กลับมาปุ๊บ เจอพ่อแม่มารับก็ดีใจนะครับ เขาก็ดีใจที่เจอเรา แต่ก็รู้สึกผิดครับเหมือนทำได้ไม่ดีพอ ยิ่งเห็นหน้าเขาก็ยิ่งรู้สึกผิด เขาเห็นเราจ๋อยๆ ก็บอกว่าไม่ต้องคิดมาก ใช้ชีวิตให้มีความสุขเถอะ”

“แล้วที่คาดหวังนี่ ถ้าให้ดีต้องได้อะไรกลับมาครับ”

“ก็ควรจะเก่ง พูดภาษาอังกฤษได้คล่อง ให้คุ้มกับเวลาและเงินที่ลงทุนไป แต่ก็เห็นๆ กันอยู่ครับว่าไม่เป็นอย่างที่หวัง ระหว่างที่เรียนอยู่โน่นยังพูดผิดๆ ถูกๆ ฝรั่งยังต้องคอยแก้ให้อยู่เลย”

“สรุปคือ…คุณประเมินตัวเอง ตัดสินตัวเอง”

“ครับ ผมรู้ครับว่าไม่ควรคิด แต่มันหยุดคิดไม่ได้ ทีนี้พอผมได้อ่านหนังสือเล่มนี้ ผมก็เข้าใจได้ว่าเพราะผมไม่ยอมรับด้านมืดด้านแย่ๆ ของตนเอง แต่ผมก็รู้แค่นี้ ไม่รู้จะทำยังไงต่อก็เลยมาหาจิตแพทย์นี่ไงครับ” ชายหนุ่มตอบแบบที่คนไข้ส่วนใหญ่ตอบกัน ซึ่งทำให้ผมหัวเราะ

“โอเค งั้นเราเริ่มจากเป้าหมายก็คือความต้องการก่อนแล้วกันครับ ที่มาหาหมอนี่ต้องการให้เป็นยังไงครับ”

“ถ้าตามในหนังสือเล่มนี้ก็คืออยากยอมรับด้านมืดของตัวเองให้ได้ครับ”

“แล้วถ้าไม่ใช่เป้าหมายตามหนังสือละครับ” ผมยังสงสัยว่าเขามีอะไรบางอย่างในใจเลยตามต่อ

“ก็…คิดว่าต้องพัฒนาตัวเองให้เก่งมากขึ้นถึงจะหยุดด่าตัวเองว่าโง่ได้” คราวนี้ชายหนุ่มตอบอย่างรวดเร็วชัดเจนและมีอารมณ์ร่วมกับประโยคที่พูดอย่างมาก

“ผมว่าเป้าหมายอันหลังนี่น่าจะเป็นความต้องการแท้จริงของคุณนะครับ เพราะตอนที่ตอบว่ายอมรับด้านมืดฟังดูเป็นหลักการจากภายนอก คุณจะพูดเสียงเรียบๆ แต่พอตอบว่าอยากเก่ง ไม่อยากโง่ ดูมีสีหน้าท่าทางเป็นธรรมชาติ ไม่แข็งเป็นหุ่นยนต์”

“แต่ผมก็อยากยอมรับด้านมืดให้ได้นะครับ เพราะคนเรามันก็มีด้านที่ไม่เก่ง มีจุดอ่อนกันทุกคน ผมอ่านเจอในหนังสือแล้วก็เห็นด้วยครับ ผมว่าผมควรต้องยอมรับด้านห่วยๆ โง่ๆ ของตนเองให้ได้”

“เดี๋ยวนะครับ หมอฟังไม่ทัน ตกลงด้านมืดของคุณนี่หมายถึงด้านห่วยๆ โง่ๆ เหรอครับ”

“ครับ ก็ด้านมืดคือด้านที่คนเราไม่อยากยอมรับ ผมไม่อยากยอมรับว่าตัวเองโง่ภาษาอังกฤษ เสียเงินไปเรียนเป็นล้านก็ไม่ได้อะไรเพิ่มขึ้น คุณหมอคิดดูสิครับคนเข้าใจว่าเราหายไปปีหนึ่ง ไปอยู่เมืองเจ้าของภาษาแท้ๆ เขาก็ต้องคิดว่าเรากลับมาจะเก่ง คุยกับฝรั่งคล่องปร๋อ เขียนภาษาอังกฤษเป็นพืดๆ บลาบลาบลา…”  ไม่ทันไรชายหนุ่มก็ตำหนิตัวเองให้ผมฟังอีกครั้ง ผมอยากจะถามเขาว่าตอนที่ไปเรียนนั่นเรียนยังไง อยู่กับใคร ถ้ามัวอยู่แต่กับเพื่อนคนไทยทำงานร้านอาหารไทย สมองส่วนภาษามันก็ไม่เปลี่ยน อยากชวนเขาคุยเรื่องประสบการณ์ที่นั่นว่าเป็นไปได้เหรอที่จะไม่มีความสุขเลย เขาเป็นอะไร เกลียดชังอะไรตัวเองมาแต่หนไหน ทำไมมาถึงก็ด่าตัวเองให้ผมฟัง เขาต้องการอะไรกันแน่ ผมไม่ได้ถามตามที่คิดมาทั้งหมด แต่กลับนึกถึงคำว่า ‘ด้านมืด’ ที่พูดถึง นึกถึงเรื่องราวของหนังสือเล่มนั้นที่เคยอ่าน นึกถึงอะไรต่อมิอะไรที่เคยอบรมมา ผมเลยขอให้เขายกหนังสือเล่มนั้นขึ้นมาอีกครั้ง เขางงว่าผมจะชวนทำอะไรแต่ก็ร่วมมือทำตาม “เรามาดูกันใหม่นะครับ หนังสือชื่ออะไรนะ”

“ด้านมืดของผู้ตามหาแสงสว่าง หมอถามทำไมครับ”

“โอเค สำหรับคุณแสงสว่างที่คุณถามหาคืออะไร”

“…เอ่อ ผมเองยังไม่ค่อยแน่ใจนัก ผมว่ามันคงคล้ายๆ กับความสำเร็จในชีวิต มีชีวิตที่คนเขามองกันว่าประสบความสำเร็จอ่ะครับ” ชายหนุ่มไม่ได้ตอบชัดเจน แต่ค่อยๆ เล่าถึงการถูกเปรียบเทียบมาตั้งแต่เด็ก ความรู้สึกที่ด้อยกว่าพี่ชายซึ่งเรียนเก่งมาก จบปริญญาเอกจากเมืองนอก เป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย เป็นที่สรรเสริญของวงศ์ตระกูล ส่วนเขาที่จริงก็เรียนเก่งแต่ไม่เท่าพี่ จริงๆ แล้วเขาไม่ได้อยากทำงานกับที่บ้านนัก เพราะอยู่แล้วก็โดนวิพากษ์วิจารณ์จากบรรดาญาติที่อาวุโสกว่า แต่เนื่องจากพี่ชายคงไม่ทำต่อแน่ๆ จึงทนๆ ทำมาแม้ว่าไม่มีความสุข ทำได้สักพักหนึ่งเขาก็ขอไปเรียนภาษาที่อังกฤษ “ตอนไปนี่ญาติบางคนก็ไม่เข้าใจ  พอบอกว่าไปเรียนภาษา เขาก็ว่าทำไมไม่ไปเรียนให้จบปริญญาเอกอย่างพี่เขาเลยล่ะ ผมหน้าชา รู้สึกอายจนไม่รู้จะเอาตัวไว้ไหน รู้สึกไร้ค่าสุดๆ  ผมเลยอยากลบคำสบประมาทของคนรอบตัวให้ได้สักที ถึงตอนนั้นผมคงโอเคขึ้นมาก”

“ถ้าอย่างนั้นตกลงว่าแสงสว่างในชีวิตคุณหมายถึง ‘ความสุข’ หรือ ‘ความสำเร็จ’ กันแน่ครับ”

“มันก็สิ่งเดียวกันไม่ใช่เหรอครับ หรือคุณหมอจะหมายถึงอะไรครับ”

“จุดต่างคือตรงด้านมืดครับ” ผมหยิบกระดาษขึ้นมาเขียน “ถ้าคุณแคร์ว่าความสำเร็จคือแสงสว่าง ขั้วตรงข้ามก็คือความล้มเหลวต่างๆ ที่พูดมา เช่น ฉันแย่ ฉันโง่ ใช่ไหมครับ” ชายหนุ่มพยักหน้า ดูจะคิดตามผมแล้วเห็นด้วย “โอเค งั้นหมอวาดอีกรูป ถ้าแสงสว่างของคุณคือเรื่องความสุขเวลาได้รับการยอมรับ ด้านมืดก็คือการยังไม่สามารถยอมรับตัวเองได้ ถ้าเปลี่ยนขั้วนี้ด้านมืดก็คือเรื่องนี้ใช่ไหมครับ ตอนแรกที่คุณตั้งใจมาหาผม คุณเข้าใจว่าโจทย์มันคือรูปแรกอันนี้ใช่ไหมครับ” ชายหนุ่มพยักหน้า “แต่ผมคิดว่าปัญหาที่แท้จริงมันน่าจะเป็นภาพที่สองมากกว่า หมายความว่าเวลาที่คุณเกลียดตัวเอง ในอีกมุมหนึ่งก็แปลว่าคุณถูกตัวเองเกลียดด้วย อย่างนี้คุณว่าจริงๆ แล้วปัญหาอยู่ที่ตัวที่ก้าวร้าวไปเกลียดเขาหรือตัวที่ถูกเกลียดครับ”

“ผมงงครับ คุณหมอจะหมายถึงอะไร”

“ยกตัวอย่างเช่น สมมุติชายคนหนึ่งมีลูกชายที่ไม่ค่อยเก่ง เขาเลยโกรธเกลียดลูก ด่าเช้าด่าเย็น ลูกทำอะไรก็หาข้อติ ไม่เคยได้เรื่อง ไม่เคยดีพอ คุณว่าใครที่โดนด้านมืดครอบงำ ตัวพ่อเด็กหรือตัวเด็ก”

“ก็ต้องตัวพ่อเด็ก”

“ใช่ เด็กเขาก็คงพยายามแล้ว ตัวปัญหาคือพ่อที่เอาแต่วิพากษ์วิจารณ์ ตัวที่ทำให้คุณมีด้านมืดไม่ใช่ความไม่เก่งของคุณ แต่เป็นตัวจับผิดและไม่ยอมรับของคุณมากกว่าหรือเปล่า ถ้าคุณไม่ต่อว่า ไม่จับผิดตัวเอง คุณว่าใจคุณจะต่างไปยังไงครับ”

“ก็คงสบายใจขึ้นนิดหนึ่ง แต่ที่ผ่านมามันก็ไม่ได้เรื่องจริงๆ ไม่ใช่เหรอครับ”

“ไม่ใช่ครับ ไม่ใช่ความจริง เป็นแค่ข้อคิดเห็น ความจริงคือคุณก็ผ่านสิ่งต่างๆ มาได้ แต่ความคิดก็โดนด้านมืดแห่งการไม่ยอมรับตัวเองครอบงำ ก็เลยเอาแต่ต่อว่าตัวเอง สรุป…ผมแค่อยากจะบอกคุณว่าด้านมืดที่ต้องยอมรับคือการคอยจับผิดตัวเองต่างหากครับ ไม่ใช่เรื่องความไม่เก่ง เพราะเรื่องเก่งไม่เก่งเป็นความสามารถที่แต่ละคนพอใจไม่เท่ากัน มันไม่ได้แปลว่าคนไม่เก่งต้องเกลียดตัวเองกันทุกคน หรือแปลว่าคนไม่เก่งต้องไม่มีความสุข”

“คุณหมอกำลังจะหมายถึงผมเข้าใจด้านมืดตัวเองผิด ถ้าอย่างนั้นตามที่คุณหมอวิเคราะห์มันเป็นไปได้ไหมว่าผมแก้ปัญหาไม่ได้เพราะเข้าใจตรงนี้ผิดมาตลอด”

“ที่เมื่อกี้คุณบอกว่าแก้ปัญหาน่ะ ผมขอถามหน่อยว่าปัญหาอะไรที่คุณอยากแก้ ?”

“ปัญหาความห่วยของตัวเอง”

“เห็นไหมเผลอว่าตัวเองอีกแล้ว หมอว่าปัญหานี้แก้ได้โดยการเปลี่ยนมุมมอง พอคุณไม่เชื่อว่าตัวเองห่วย ปัญหามันก็หายไป อยากเลิกเชื่อหรือยังละครับ”

“ถ้าอยากเลิกเชื่อต้องทำยังไงครับ”

“ก็ยอมรับตัวเองว่าเท่านี้ก็โอเคแล้ว ไม่ต้องไปหวังการยอมรับจากใคร ถ้าคุณโอเคกับตัวเอง ใจก็จะไม่แบ่งเป็นด้านมืดด้านสว่าง แต่สองด้านมันจะรวมๆ กันได้ ถ้ามันรักกัน”

“คุณหมอกำลังจะหมายถึงให้ผมรักตัวเองเพิ่มขึ้น”

“รักได้ไหมครับแม้ว่าจะไม่เก่งเท่าที่คุณอยาก ถ้าคุณรักตัวเอง ยอมรับตัวเองได้ เวลาญาติๆ ถามหรือจับผิดคราวนี้จะเป็นยังไงครับ”

ชายหนุ่มหยุดคิดสักพักแล้วพูดว่า “ต่อให้เก่งแค่ไหนเขาก็อาจจะมีเรื่องจับผิดและเม้าท์มอยผมอยู่ดี พี่ชายผมเก่งแค่ไหนเขาก็หาด้านอื่นมาว่าอยู่ดี หาว่าเลี้ยงลูกแบบตามใจ หาว่าพี่ชายผมไม่กตัญญูอะไรไปเรื่อย”

“นั่นสิครับ แล้วเรื่องด้านมืดที่มาปรึกษาผม ตอนนี้คิดยังไงแล้วครับ”

“เรื่องที่หมอเสนอมาว่าด้านมืดของผมคือการไม่ยอมรับตัวเองมากกว่าเรื่องตัวเองไม่เก่ง ผมก็จะลองกลับไปคิดดูหลายๆ รอบเลยครับ”

“ครับ ลองคิดดูว่าเวลามีแสงสว่าง อีกด้านก็เกิดเงามืด ยิ่งสว่างมากเงามืดยิ่งชัดมาก เหมือนคนเรายิ่งอยากให้ตัวเองดีมากๆ ก็ยิ่งเกลียดตัวเองมากเวลาที่คิดว่าตัวเองไม่ดี แต่ปัญหาไม่ใช่ความดีไม่ดี ปัญหาอยู่ตรงความเกลียดชังครับ”

 

ปล. หนังสือเรื่อง ‘ด้านมืดของผู้ตามหาแสงสว่าง’ มีอยู่จริง เป็นหนังสือดี ขอแนะนำ มีอะไรดีๆ กว่าที่เขียนลงในเรื่องนี้อีกเยอะครับ

…..จบ…...

 

ภาพประกอบโดย วาดสุข

Resource: HealthToday Magazine, No.192 April 2017