มะเร็งเต้านม ยิ่งเร็ว ยิ่งรอด

อ.นพ.มาวิน วงศ์สายสุวรรณ ศัลยแพทย์

0
6502

ปัจจุบันจำนวนผู้ป่วยโรคมะเร็งเต้านมในประเทศไทยมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ สาเหตุสำคัญมาจากการกินอาหารที่เกินพอดี กินอาหารไขมันสูง ใช้ฮอร์โมนทดแทน ขาดการออกกำลังกาย ไม่มีบุตรหรือมีบุตรช้า พันธุกรรม และมลพิษจากสิ่งแวดล้อม ถึงแม้ว่าวิทยาการการรักษาโรคมะเร็งเต้านมในเมืองไทยจะก้าวหน้าไปมาก แต่สิ่งหนึ่งที่เป็นอุปสรรคของการรักษาก็คือ ความเข้าใจผิดของผู้ป่วยที่คิดว่าต้องตัดเต้านมทิ้ง จึงไม่มารับการรักษา ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้วหากผู้ป่วยมารับการรักษาตั้งแต่เริ่มแรกจะมีโอกาสหายขาดสูงถึงร้อยละ 90 โดยไม่ต้องตัดเต้านมทิ้ง

รู้หรือไม่…

นพ.มาวิน วงศ์สายสุวรรณ

ประมาณร้อยละ 90 ของผู้ที่เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งเต้านมมีสาเหตุจากการมารับการรักษาช้าเกินไปจนมะเร็งลุกลามไปมากแล้ว ผู้ป่วยกลุ่มนี้ส่วนใหญ่ให้เหตุผลว่า “ไม่รู้ว่าความผิดปกติที่เกิดขึ้นเป็นสัญญาณของมะเร็งเต้านม” บ้างก็ “ไม่คิดว่าเป็นมะเร็ง” จึงปล่อยทิ้งไว้ ไม่มาพบแพทย์ตั้งแต่เนิ่น ๆ

ดังนั้นหากคลำได้ก้อนที่เต้านม มีเลือดออกที่หัวนม มีแผลหรือผื่นที่มีลักษณะผิดปกติเกิดขึ้นบริเวณเต้านมให้รีบมาพบแพทย์ทันที

นอกจากนี้ยังมีผู้ป่วยบางส่วนที่กลัวการรักษา เช่น กลัวผลข้างเคียงจากการให้เคมีบำบัด หรือเข้าใจผิดคิดว่าการรักษาจำเป็นต้องตัดเต้านมทิ้งเท่านั้น จึงหันไปหาการรักษาทางเลือก เช่น ไปรักษากับหมอผี หมอเถื่อน กินยาหม้อยาต้ม ซึ่งไม่ใช่วิธีการรักษามาตรฐาน ส่งผลให้อาการแย่ลงกว่าเดิม    ผู้ให้การรักษาหลายรายเข้าข่ายหลอกลวง ทำให้ผู้ป่วยต้องสูญเสียเงินไปเป็นจำนวนมาก

ความจริงคือ ปัจจุบันแพทย์สามารถทำการผ่าตัดแบบสงวนเต้านมให้กับผู้ป่วยได้ มีผู้ป่วยเพียงร้อยละ 5 – 10 เท่านั้นที่ต้องตัดเต้านมทิ้งเนื่องจากมาพบแพทย์ช้าเกินไป นอกจากความก้าวหน้าด้านการผ่าตัด ยาที่ใช้ในการรักษามะเร็งเต้านมแต่ละชนิดก็ได้รับการค้นคว้าพัฒนาอย่างต่อเนื่องเช่นกัน ทำให้สามารถรักษาผู้ป่วยมะเร็งเต้านมได้จำเพาะมากขึ้น มีประสิทธิภาพสูง และอาการข้างเคียงต่ำ ซึ่งมะเร็งเต้านมที่ตรวจพบโดยทั่วไปแบ่งได้เป็น 3 กลุ่มใหญ่ ๆ คือ

กลุ่มที่ตอบสนองต่อฮอร์โมนเพศหญิง เป็นชนิดที่พบมากที่สุด ในประเทศไทยพบประมาณร้อยละ 55 ของจำนวนผู้ป่วยมะเร็งเต้านมทั้งหมด มะเร็งกลุ่มนี้จะเจริญเติบโตมากขึ้นเมื่อได้รับการกระตุ้นจากฮอร์โมนเอสโตรเจนและฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน  การรักษาจึงมุ่งเน้นที่การยับยั้งการเจริญเติบโตของฮอร์โมน เช่น การใช้ยาต้านฮอร์โมน ปัจจุบันยากลุ่มนี้ได้รับการพัฒนาขึ้นมาอย่างหลากหลาย ประสิทธิภาพในการรักษาเป็นที่น่าพอใจ ผู้ป่วยส่วนใหญ่ตอบสนองต่อยาได้ดี ส่งผลให้ก้อนมะเร็งมีขนาดลดลงชัดเจน ยาบางตัวสามารถนำมาใช้ในการป้องกันมะเร็งเต้านมได้ แต่ปัจจุบันใช้เฉพาะในกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงเท่านั้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์ นอกจากนั้นปัจจุบันยังมีการใช้ยาต้านฮอร์โมน ร่วมกับยาที่ออกฤทธิ์แบบเฉพาะเจาะจง ช่วยให้เพิ่มประสิทธิภาพในการรักษาและยืดระยะการลุกลามของโรคได้อีกด้วย

  • กลุ่มเฮอร์ทู (HER2) เกิดจากการกลายพันธุ์ของยีนเฮอร์ทู มะเร็งกลุ่มนี้มีแนวโน้มที่จะลุกลามอย่างรวดเร็ว โรคมีความรุนแรง และดื้อยาได้ง่าย อย่างไรก็ตามเซลล์มะเร็งดังกล่าวมักตอบสนองได้ดีต่อยาต้านเฮอร์ทู ช่วยให้ผู้ป่วยมีชีวิตยืนยาวขึ้นแม้โรคอยู่ในภาวะแพร่กระจาย มีภาวะแทรกซ้อนน้อย ในประเทศไทยพบผู้ป่วยมะเร็งชนิดนี้ประมาณ 1 ใน 3 ในขณะที่ต่างประเทศพบประมาณร้อยละ 20
  • กลุ่มทริปเปิลเนกาทีฟ (Triple Negative) เป็นกลุ่มที่มีความรุนแรงมากกว่ามะเร็งเต้านมทั่วไป มีการแพร่กระจายสูง ไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยยาต้านฮอร์โมนและยาต้านเฮอร์ทู แต่ตอบสนองต่อยาเคมีบำบัด ผู้ป่วยมีโอกาสหายได้  ในประเทศไทยพบผู้ป่วยกลุ่มนี้ประมาณร้อยละ 10

การรักษามะเร็งเต้านมในปัจจุบันจะเป็นการรักษาที่เฉพาะกับผู้ป่วยมากขึ้น การจะรักษาด้วยวิธีการใดนอกจากจะพิจารณาจากชนิดของมะเร็งแล้ว ยังมีปัจจัยอื่น ๆ ที่ต้องพิจารณาร่วมด้วย เช่น อายุและสภาพร่างกายของผู้ป่วย จึงไม่ต้องแปลกใจหากการรักษาที่ท่านได้รับจะแตกต่างจากผู้ป่วยคนอื่น ๆ

ที่สำคัญคือ อย่ากลัวว่าจะรักษาไม่ได้ ปัจจุบันองค์ความรู้ในการรักษามะเร็งเต้านมก้าวหน้าไปมาก ผู้ป่วยมีอัตราการ

รอดชีวิตสูงถึงร้อยละ 90 และไม่จำเป็นต้องตัดเต้านมทิ้งหากมารักษาตั้งแต่เนิ่น ๆ มีเพียงร้อยละ 10 เท่านั้นที่ไม่สามารถรักษาได้เนื่องจากยังมีความรู้ความเข้าใจในส่วนนั้นไม่มากพอ ซึ่งก็กำลังค้นคว้าพัฒนาอยู่ อย่ากลัวการใ

ห้เคมีบำบัด เพราะถ้าท่านมารักษาตั้งแต่ระยะเริ่มแรกก็ไม่จำเป็นต้องให้เคมีบำบัด อีกทั้งยาเคมีบำบัดบางตัวก็ไม่ได้ทำให้ศีรษะล้าน ดังนั้นหากตรวจพบความผิดปกติที่เต้านมให้รีบมาพบแพทย์ ยิ่งมาเร็ว โอกาสหายขาดก็ยิ่งสูง ทั้งยังช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลอีกด้วย

Resource: HealthToday Magazine, No.197 September 2017