วิตามินอี ดีหรือเปล่า?

นพ.นริศ เจนวิริยะ ศัลยแพทย์

0
1338

วิตามิน เป็นสิ่งที่ถือว่าดีต่อสุขภาพมาก โดยเฉพาะวิตามินอี ที่เชื่อกันว่ามีดีสารพัดตั้งแต่ต้านรอยเหี่ยวย่นไปจนถึงป้องกันมะเร็ง แต่ในระยะหลังมีความกังวลเกี่ยวกับการบริโภควิตามินอีเกิดขึ้นมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรูปของอาหารเสริม

ผลดีของวิตามินอี

ทฤษฎีเกี่ยวกับผลดีของวิตามินอีนั้นตั้งอยู่บนพื้นฐานที่ว่า วิตามินอีมีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งเชื่อกันว่าสารต้านอนุมูลอิสระสามารถปกป้องความเสียหายของเซลล์จากอนุมูลอิสระที่ร่างกายสร้างขึ้นจากการโดนแสงแดด สูบบุหรี่ ได้รับควันบุหรี่มือสอง โดนรังสีในสิ่งแวดล้อม ฯลฯ

สารต้านอนุมูลอิสระ เช่น วิตามินอี วิตามินซี แคโรทีนอยด์ พบได้ในอาหาร โดยเฉพาะจากพืช ในห้องทดลองพบว่าสารต้านอนุมูลอิสระสามารถต้านผลเสียจากการออกซิเดชั่นได้ และจากการศึกษาเฝ้าสังเกตพบว่า อาหารที่อุดมไปด้วยผักผลไม้สามารถลดความเสี่ยงต่อโรคได้ เช่น โรคหัวใจขาดเลือด โรคสมองขาดเลือด (อัมพฤกษ์ อัมพาต) และโรคมะเร็ง

ข้อกังวลใจ

จากการศึกษาแรก ๆ พบว่าสารต้านอนุมูลอิสระอาจจะมีผลดีต่อสุขภาพ แต่ในการทดลอง นักวิทยาศาสตร์ต้องใช้สารต้านอนุมูลอิสระในรูปของสารเสริมอาหาร (หรือยาเม็ด) แม้ว่าจะมีการทดลองที่ออกแบบมาดี มีคนไข้จำนวนมาก และใช้วิตามินอีเป็นสารเสริมอาหาร ก็ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าช่วยป้องกันโรค นอกจากนี้การใช้วิตามินอีในขนาดสูงยังสัมพันธ์กับการตกเลือดง่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อใช้ร่วมกับยาป้องกันการแข็งตัวของเกล็ดเลือด เช่น แอสไพริน
วาร์ฟาริน และเฮปาริน

ผลดีทางทฤษฎีของวิตามินอีสูญหายไปจากการเปลี่ยนรูปแบบสารต้านอนุมูลอิสระในอาหารมาเป็นสารเสริมอาหาร ที่เป็นเช่นนี้มีผู้ให้เหตุไว้ว่า วิตามินอีมีหลายชนิดย่อย ต่างกันเล็กน้อยในทางเคมี ตัวที่รู้จักกันดีที่สุดคือ alpha-tocopherol เป็นชนิดที่ร่างกายสามารถดูดซึมและนำไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด และเป็นชนิดที่ใช้ทดลองมากที่สุด

แต่ข้อมูลใหม่บ่งชี้ว่าวิตามินอีชนิด gamma-tocopherol มีฤทธิ์ต้านสารอนุมูลอิสระมากกว่า alpha-tocopherol ทั้งยังพบว่าการกินสารalpha-tocopherol จะทำให้ระดับ gamma-tocopherol ในร่างกายลดลง  และลดผลดีของสารชนิดนี้ นี่เป็นอีกหนึ่งคำอธิบายว่าทำไมการกิน alpha-tocopherol มาก ๆ จึงมีผลเสีย

ในอาหารที่มีวิตามินอีจะมีวิตามินอีชนิดย่อยในขนาดที่แตกต่างกันไป แต่ละชนิดอาจก่อให้เกิดผลดีต่างกัน และเป็นไปได้ว่าเมื่ออยู่รวมกันแล้วจะยิ่งมีผลดีต่อสุขภาพมากขึ้น นอกจากนี้ในอาหารอาจจะมีสารต้านอนุมูลอิสระและสารเกลือแร่อื่นที่เรายังไม่รู้จักที่อาจมีดีในตัวมันเอง หรือเสริมให้ร่างกายมีสุขภาพดีขึ้นเมื่อรวมเข้ากับสารชนิดอื่น

ปัจจัยอย่างอื่นคืออาจจะเป็นไปได้ว่าผลดีทางสุขภาพในคนที่กินผักผลไม้มากเกิดจากการที่เขามีนิสัยความเป็นอยู่ที่ดีต่อสุขภาพ ออกกำลังกายเป็นประจำ ไม่สูบบุหรี่ ทำให้สุขภาพดีขึ้น นอกจากนี้ขนาดของวิตามินอี ลักษณะของผู้ถูกทดลอง และลักษณะการออกฤทธิ์ของสารอนุมูลอิสระอาจมีผลต่อการทดลองการออกฤทธิ์ของวิตามินอีด้วย

การกินอาหารที่มีวิตามินอยู่ในตัวจะมีผลดีกว่าการกินสารเสริมอาหาร แหล่งอาหารที่สามารถพบวิตามินอี เช่น ถั่วอัลมอนด์ เมล็ดดอกทานตะวัน น้ำมันพืช ผักที่มีวิตามินอีคือ มะเขือเทศ บรอคโคลี พริกหยวกแดง ผักใบเขียว เช่น ผักโขม เคล ส่วนผลไม้ที่มีวิตามินอี ได้แก่ ราสเบอร์รี กีวี มะม่วง อย่างอื่นก็มี เช่น  จมูกข้าว ซีเรียลที่เติมวิตมิน

Health Tips

เนื่องจากวิตามินอีถูกทำลายโดยความร้อน น้ำมันพืชที่อุดมด้วยวิตามินอี ( ได้แก่ น้ำมันถั่ว, น้ำมันคาโนลา, น้ำมันข้าวโพด, น้ำมันดอกทานตะวัน และน้ำมันดอกคำฝอย) จึงควรบริโภคเป็นน้ำสลัด หรือประพรมลงบนอาหารอย่างอื่น

 

Resource : HealthToday Magazine, No.200 December 2017