คำสาปของตระกูลใหญ่

นพ.ภุชงค์ เหล่ารุจิสวัสดิ์ จิตแพทย์

0
1763

“ตั้งแต่ได้พบคุณหมอครั้งที่แล้วฉันก็ดีขึ้น แต่วันนี้ฉันมีเรื่องหนึ่งที่เก็บไว้ในใจนานมาก อยากขอเล่ายาว ๆ เลยขอร้องว่าคุณหมออย่าเพิ่งจัดขัด ขอฉันเล่าสักครั้ง ระบายให้เต็มที่ จะใช้เวลาเท่าไหร่คุณหมอหมอคิดค่าตรวจไปค่ะ”

คนไข้หญิงวัยสามสิบกว่า ๆ รายหนึ่ง เธอแต่งตัวหรู มาดดูไฮโซเหมือนที่เราจะเห็นในห้างสยามพารากอน ถือกระเป๋าที่เคยมีคนบอกผมว่าในละหลายแสน เธอใส่แว่นตากันแดดแบรนด์เนมราวกับตั้งใจจะปิดบังสายตาที่ดูเศร้า ๆ แค้น ๆ คู่นั้น เมื่อเอ่ยปากมาขนาดนี้ว่า ฉันขอระบาย ผมก็จัดไปตามที่ขอ คือนั่งฟังติดตามเรื่องราวไปเฉย ๆ

“เรื่องที่จะพูดคือเรื่องของทางบ้านสามีที่ฉันบอกหมอไปวันก่อนว่ามันทรมานเหลือเกินที่อยู่ในบ้านนี้ ฉันคิดว่าคุณหมอคงไม่เข้าใจว่ามันทรมานแค่ไหน คนทั่วไปก็คงไม่เข้าใจว่าฉันทุกข์ยังไง เพราะเขามักเห็นว่าก็ดูรวยดี มีเงินใช้ ซึ่งหารู้ไม่ว่าก็เพราะมันทุกข์แสนสาหัสเลยต้องใช้เงินซื้ออะไรแก้เซ็งไปวัน ๆ” น้ำเสียงของเธอเหมือนอยู่ในละครหลังข่าว แต่ผมก็รับรู้ได้ว่ามันเหลือทนจริง ๆ และโดยคำขอว่าไม่ให้ขัด ผมเลยนั่งฟังเฉย ๆ ต่อไป

“คือตระกูลของทางสามีเป็นตระกูลเก่าแก่ ทั้งทางบ้านพ่อและทางบ้านแม่ล้วนมีประวัติศาสตร์หลายชั่วคน ก่อนหน้าที่ฉันจะแต่งงานเข้าไปก็มองภาพว่ามันช่างสวยงามเหมือนในนิทานอะไรอย่างนั้น แต่ที่จริงมันไม่ใช่ มันป่วย ป่วยกันละอย่างสองอย่างกันทั้งบ้าน แต่ชาวบ้านไม่รู้ ฉันก็เคยเรียนจิตวิทยาไซโคโลจี้มาบ้างตอนเรียนที่ออสเตรเลียค่ะ ก็เลยคิดวิเคราะก์ว่าบ้านเขามีเหตุอะไรบางอย่างค่ะ อยากให้คุณหมอซึ่งคงเชี่ยวชาญด้านนี้รับฟังว่าฉันเข้าใจถูกไหม

เริ่มต้นเลยก็คือ ทางปู่เขาเนี่ยมีภรรยาหลายคน ซึ่งก็คงไม่แปลกอะไรนักในยุคก่อน ดูเป็นเรื่องธรรมดาเหมือนพวกบ้านคุณหลวงในหนังไทยแบบนั้น แต่มันก็สร้างบาดแผลลึก ๆ และส่งผลเป็นปมในใจกับหลาย ๆ คน ฉันว่าเรื่องมันเริ่มจากคนยุคนั้นแหละ แต่ว่าน่าแปลกที่คนในตระกูลเขากลับไม่เอ่ยถึงปัญหาอะไรของคุณปู่เลยว่าเจ้าชู้ อารมณ์ร้าย ละทิ้งลูกเมียแค่ไหน ทุกคนก็บอกว่ารักเคารพอะไรไปเรื่อย ซึ่งตรงนี้ฉันคิดว่าลึก ๆ แล้วพวกเขาไม่รู้สึกแบบนี้หรอก หรืออาจจะไม่กล้ารู้สึกเพราะทั้งตระกูลก็พึ่งพาคุณปู่และทรัพย์สินมรดกที่คุณปู่หามาทั้งนั้น เหมือนกับว่าคนคนนี้แตะไม่ได้

ตอนแรก ๆ ฉันก็พูด ๆ เรื่องคุณปู่เจ้าชู้มีหลายบ้านขึ้นมา ปรากกว่าเขม่นกันทั้งบ้านเลย วันหลังเลยต้องเก็บมาคิดในใจเฉย ๆ ค่ะ ที่ฉันว่าส่งผลก็คือ คนบ้านนี้จะเก็บกด แสดงภาพลักษณ์ว่าใจดี อารมณ์ดี มีความสุข แต่เรื่องภายในบ้านนี่คนละเรื่อง มีแต่การแก่งแย่งชิงดี มีแต่ความแค้น ตัวคุณย่าพอสามีมีเมียสองเมียสามเท่าที่เคยรู้มาก็จะอารมณ์เสีย หงุดหงิด เวลาโกรธอาละวาดก็แรง แต่แปลกอยู่อย่างคือจะแรงกับลูกสาว แต่กับลูกชายจะตามใจสุด ๆ ซึ่งฉันว่าเป็นแพทเทิร์นของตระกูลนี้เลย บ้านนี้บอกตามตรงลูกชายเสียคนทั้งนั้น เพราะจะถูกตามใจ วัน ๆ ไม่ต้องทำอะไรเลย อยู่กันเป็นคุณชาย ก็เลยเกเรกันทุกคน ชอบซิ่งรถ เที่ยวกลางคืน บางคนเตลิดขนาดติดยา ก็รักษากันไปเป็นพัก ๆ แต่คุณหมอคงไม่ได้เจอพวกเขาหรอกนะคะ เขาไปรักษาโรงพยาบาลเอกชนราคาแพงน่ะ ฉันก็ว่าไม่เห็นมันจะเลิกได้สักที”

ผมเองยังไม่เห็นประเด็นอะไรนอกจากการพูดถึงบ้านของสามีในแง่ลบ แต่เขาขอว่าอย่าขัดก็เลยข่มใจนั่งฟังไป

“ฉันมองว่ามันป่วยกันไปทุกบ้าน สามีฉันมีลุงมีป้ากี่คนก็ดูนิสัยแปลก ๆ ดูเหมือนลึก ๆ แล้วเขาไม่ได้มีความสุข เปลือกนอกก็เฮฮาปาร์ตี้ดี แต่ก็ไม่ได้ทำงานทำการอะไรนอกจากบริษัทของตระกูลที่ก็ดูเหมือนกินสมบัติเก่า โชคดีหน่อยที่มีที่ดินเยอะให้เขาเช่า ยังไงก็อยู่ได้แน่ ๆ บ้านนี้ก็เลยอยู่กันได้เรื่อย ๆ

ที่มันกระทบกับฉันตรง ๆ เลยก็คือ พ่อสามี คนนี้จริง ๆ ก็จัดว่าเก่งนะ ดูได้เรื่องที่สุดในตระกูลแล้ว มีปัญญาตั้งบริษัทค้าขายอะไรเยอะแยะ แต่ก็จะซุปเปอร์เผด็จการมาก ๆ ช่วงหลังมานี้มีเรื่องให้เครียดไม่หยุดหย่อน ก็ประมาณญาติ ๆ ที่ฉันบอกว่าคุณปู่เขามีหลายบ้านแหละ มันก็จะพัวพันเรื่องมรดกเรื่องที่ดิน แบ่ง ๆ ฟ้อง ๆ กันไปเรื่อย พ่อสามีเองก็คงเลียนแบบคุณปู่ นี่ก็เจ้าชู้ มีหลายคนเลยแต่ที่มีลูกด้วยมีสองบ้าน  แล้วก็ตลกนะคะ พยายามบังคับให้อยู่ด้วยกันไปเลยในบ้านหลังเดียวกัน ให้ต้องมานั่งกินข้าวพร้อมหน้ากัน ฉันว่าลูกสองบ้านก็ไม่ถูกกัน แต่คงกลัวพ่อเลยต้องทน ๆ นั่งกันค่ะ ลับหลังนินทากันจะตาย คือฉันไม่ได้อยากจะรับรู้เรื่องบ้านของพวกเขามากนัก  แต่มันต้องอยู่เพราะสามีก็ไม่ยอมแยกออกมา บอกว่าพ่อไม่ยอม”

ส่วนสามีที่ครั้งที่แล้วฉันบอกว่ารู้สึกแย่กับเขามาก ๆ ก็เหมือนกันมาเลยไม่ผิดเพี้ยน คือเจ้าชู้ มีกิ๊กไปเรื่อย ไม่รับผิดชอบครอบครัว บ้านช่องไม่กลับ พอกลับมาก็นอน ล็อกห้องไม่ให้ใครยุ่งด้วย ลูกจะทำอะไรฉันก็จัดการอยู่คนเดียว ช่วงหลัง ๆ ตระกูลเริ่มรวน ๆ เขาก็เริ่มจับผิดกัน โจมตีว่าใครใช้เงินเปลือง ตัวสามีชั้นก็ลอยตัว ฉันในฐานะลูกสะใภ้ซึ่งก็ไม่ได้ทำงานแล้วเพราะลาออกมาเลี้ยงลูกเลยถูกมองว่าเปลืองค่ะ ฉันรู้สึกแย่ เหมือนมันโชคร้ายหลุดเข้ามาในบ้านนี้ จะออกไปไหนตอนนี้ก็ไม่ทันแล้ว ที่อยู่นี่ก็ถูกมองว่าเป็นตัวปัญหา ไม่มีใครรัก พอไม่มีเงินก็ทำอะไรให้ลูกไม่ได้ ลูกก็ไม่พอใจขึ้นมาอีกคน ชีวิตเหมือนไม่มีใครเลย มันไม่มีใครที่ฉันอยากคุยอยากเชื่อมโยงด้วยเลย บ้านตั้งใหญ่ คนตั้งเยอะนะคะ แต่ไม่มีใครที่ฉันเดินไปหาแล้วรู้สึกได้ความสุขเลย เคยคุยกับญาติ ๆ เขาก็บอกว่าบ้านนี้เป็นแบบนี้แหละ เพราะไม่มีใครคุยถึงปัญหาที่แท้จริง และพวกเขาก็ทำไม่เป็นด้วย ความรวยก็ทำให้มีเงินซื้ออะไรมาเป็นความสุขจอมปลอมไปวัน ๆ ค่ะ”

ผมนั่งฟังแล้วรู้สึกถึงพลังลบมันมากขึ้นเรื่อย ๆ จากที่เล่า ใจจริงแล้วผมไม่เห็นด้วยกับวิธีนี้เลย เพราะคนเราพอยิ่งเล่าเรื่องแย่ ๆ อารมณ์มันก็ยิ่งแย่ เหมือนกองไฟเล็ก ๆ ถูกเรื่องราวแย่ ๆ ในชีวิตเป็นเชื้อไฟให้กองใหญ่ยิ่งขึ้น แต่เนื่องจากเขาขอว่าอย่าขัด ที่ผ่านมาเลยไม่ได้ขัด ตอนนี้ผมอยากจะตัดบทเลยถามไปว่า “แล้วปัญหาที่แท้จริงคืออะไรครับ”

“นี่ไงคะหมอ ฉันกำลังจะบอก ฉันบอกเลยว่าบ้านนี้มันมีคำสาป ใครอยู่ก็ไม่มีความสุข ฉันไม่ได้หมายถึงเรื่องไสยศาสตร์นะคะ แต่กำลังหมายถึงมันอยู่กันง่าย ๆ ไม่ได้ แบบชาวบ้าน ๆ ไม่ได้ มีความสุขง่าย ๆ แบบทำมาหากิน ภูมิใจกับการทำงานที่ไม่ต้องยิ่งใหญ่อะไรแบบนั้นอ่ะค่ะ เกือบทุกคนตามใจตัวเอง จะเอาให้ได้อย่างที่ต้องการ แล้วก็ไม่ได้จะเอาของเล็ก ๆ น้อย ๆ ด้วยโดยที่จริง ๆ ไม่ได้รู้สึกดีกับชีวิตเลย พอไม่สำเร็จก็โทษคนอื่น หาที่ลง ไม่นอมรับว่าปัญหามันก็เกิดจากทุกคนนี่แหละค่ะ”

“ครับ ที่เล่ามานี่หมดที่เตรียมไว้หรือยังครับ”

“เฮ่อ…จริง ๆ มันก็ยังมีอะไรให้เล่าอีกเยอะ ทนมาเป็นสิบปีแล้วนะคะ ฉันอยากเล่าให้ใครสักคนฟังมาตั้งนานแล้ว หมอว่าที่ฉันคิดเนี่ย ฉันวิเคราะห์เรื่องของบ้านเขาถูกไหมคะ”

ผมค่อย ๆ ทบทวนจุดประสงค์การเล่าเรื่องของเธอ และค่อย ๆ คิดว่าจะพูดอย่างไรให้เกิดประโยชน์กับเธอมากที่สุด “ถ้าคุณวิเคราะห์ถูก ทุกอย่างมันเป็นไปตามที่คุณคิดเลย จะเป็นยังไงครับ คุณจะได้อะไร”

“ก็ได้เข้าใจว่ามันเป็นอย่างนั้น”

“ครับ แล้วเข้าใจแล้วได้อะไรครับ”

“ก็…” เหมือนเธอจะพูดต่อ แต่ก็พบว่าตัวเองยังไม่มีข้อมูลอะไรตะพูด เลยหยุดกลางอากาศ ซึ่งเป็นหน้าตาที่ไร้เดียงสาที่สุดของเธอที่ผมเคยเห็นมา

“ครับ คิดวิเคราะห์ไปเยอะแยะ สุดท้ายมันก็จะกลับมาที่คำถามสำคัญคือ ที่คิดทั้งหมดช่วยอะไรในเรื่องความสุขความทุกข์ของคุณได้ครับ หมอไม่ได้ห้ามคุณไม่ให้คิดนะครับ แค่อยากชวนคุณย้อนกลับไปตั้งแต่ตอนเริ่มต้นเล่าเรื่องน่ะครับว่าคุณคาดหวังอะไรในการมาหาผม”

“ก็อยากแก้ปัญหาชีวิตน่ะค่ะ”

“ปัญหาชีวิตของตระกูลนี้ หรือปัญหาชีวิตของคุณ”

เธอหัวเราะเหมือนได้คิด “ก็เอาเฉพาะของเราก็พอ”

“ถ้าเอาเฉพาะของเราก็ไม่จำเป็นที่จะต้องไปวิเคราะห์ของคนทั้งบ้านตั้งแต่เจ้าคุณปู่อะไรขนาดนั้นมั้งครับ”

“แต่ฉันว่าบ้านเขามีคำสาปจริง ๆ นะคะ ตอนที่ฉันคิดเรื่องนี้ขึ้นมาได้นี่ แหม…ใช้เลย”

“แล้วตกลงใครสาปเขาล่ะครับ”

“ไม่รู้สิคะ คุณหมอเคยดูหนังเรื่องก้อดฟาเธอร์ไหมคะ เขาบอกว่าเบื้องหลังความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ มีอาชญากรรมซ่อนเร้นเสมอ” เธอดูภูมิใจเล็กน้อยที่ได้ปล่อยคำคม

“แล้วคุณอยากไปร่วมรับผิดชอบกับคำสาปเขาด้วยไหมครับ”

“ไม่สิคะ ที่จริงบอกคุณหมอตรง ๆ ฉันอยากหย่าด้วยซ้ำนพคพ แต่ห่วงลูก นี่ก็ทนให้เขาตัดเงินไป วันก่อนบอกว่าเงินที่ขอเรื่องลูกเรียนพิเศษแต่ละเดือนเยอะไป จะลดลง เราก็เศร้า นี่ไม่รักหลานกันหรือไง ฉันอุตส่าห์เป็นธุระขับรถไปส่งรอไปรับ แต่กลับมองว่าเปลือง”

“หมอขอถามนิดหนึ่งนะครับ ลูกคุณอายุเท่าไหร่ แล้วเรียนพิเศษอะไรบ้าง”

ปรากฏว่าลูกชายของเธออายุ 8 ขวบ เรียนในโรงเรียนเอกชนชายล้วนชื่อดัง เมื่อเลิกแม่จะพาไปเรียนเทควันโด เรียนว่ายน้ำ ขี่ม้า เล่นไวโอลิน และทุกวิชาก็จ้างนิสิตนักศึกษามาสอนพิเศษที่บ้าน ทั้งเลข ภาษาจีน ภาษาอังกฤษ ฯลฯ ซึ่งคลาสส่วนใหญ่เป็นแบบตัวต่อตัว เธอให้เหตุผลว่าลูกชายเป็นคนหัวไวมาก เวลาเรียนกับคนอื่นเขาจะรำคาญถ้าคนอื่นช้า หรือถ้าถามแล้วครูไม่ response เขาจะไม่โอเค จึงต้องให้เรียนเดี่ยว ๆ รวม ๆ แล้วแค่ค่าขนมกับค่าเรียนพิเศษ และค่าน้ำมันไปกลับรับส่ง เธอต้องเบิกจ่ายจากพ่อสามีเดือนละ 150,000 บาท ผมถามเธอว่าลูกชายของเธออยากเรียนทุกอย่างนี้เลยเหรอ เธอตอบว่าลูกชายเป็นเด็กไฮเปอร์ หมอแนะนำให้หากิจกรรมให้ทำเยอะ ๆ ถ้าไม่ทำอะไรเลยจะซนและดื้อมาก เธอรู้ว่าลูกไม่ค่อยชอบกิจกรรมพวกนี้เท่าไหร่ แต่ถ้าถ้าให้อยู่บ้านเฉย ๆ ก็คงเอาแต่เล่นเกมไปวัน ๆ

“แล้วมีกิจกรรมอะไรที่ทำกับคุณแม่ไหมครับ เล่นอะไรร่วมกัน”

“ก็มีบ้าง พอปิดเทอมเราก็ไปเที่ยวต่างประเทศกัน”

“ไม่ขนาดนั้นครับ ผมหมายถึงเวลาอยู่บ้านตามปกติอะไรอย่างนี้”

เธอดูเหมือนไม่เข้าใจ พอคุยลงลึก ๆ ผมถึงได้เข้าใจว่าคุณแม่ท่านนี้เล่นกับเด็กไม่เป็น ไม่ค่อยได้สื่อสารกับลูก จึงไม่มีความมั่นใจในการเลี้ยงดูลูก เธอไม่ได้สร้างวินัยให้ลูกในเรื่องอื่น ไม่มีงานบ้าน ไม่มีการตกลงตารางเวลา ไม่ตกลงเรื่องการใช้เงิน นอกจากเรื่องเดียวที่เธอมั่นใจที่จะคุมเด็กชายก็คือเรื่องเรียนและเรียนพิเศษ เวลาที่มีในชีวิตขอลูกชายจึงถูกถมด้วยการเรียนและเรียนพิเศษ เธอก็ชื่นชมเขาผ่านความสำเร็จทางการเรียนและสิ่งที่เรียนพิเศษได้ เด็กคนนี้เวลาทำอะไรไม่สำเร็จก็จะอาละวาด หงุดหงิด ตามใจตัวเอง จึงต้องจ้างคนสอนตัวต่อตัวไว้ประกบ

เมื่อผมได้ทราบวิธีเลี้ยงดูทั้งหมดนี้แล้วก็ถามเธอว่า เธอคิดว่าถ้าเลี้ยงแบบนี้ไปเรื่อย ๆ ลูกของเธอจะต่างอะไรกับคนในตระกูลนั้นไหม เด็กติดวัตถุ หาความสุขจากของเล่นและคอมพิวเตอร์ ไม่ได้มีใครเข้าใจความสุขลึก ๆ ของเขา ไม่มีการสื่อสารอารมณ์ อารมณ์เปราะบางขึ้นกับความพึงพอใจ เวลาโกรธไม่มีใครคอยคุยคอยปลอบใจดี ๆ มีแต่การควบคุมบีบคั้น เธอเห็นหรือเปล่าว่าคำสาปของตระกูลแบบที่เธอคิดไว้กำลังแสดงผลในลูกชายของเธอด้วยโดยไม่รู้ตัว ลูกของเธอกำลังจะมีนิสัยแบบที่เธอไม่ชอบ

เธอดูตกใจเล็กน้อยในมุมมองของผม แต่ก็ไม่ได้แย้งอะไร ผมแนะนำให้เธอเปลี่ยนวิธีเลี้ยงลูกบ้าง เธอบอกว่าไม่ทราบว่าจะเริ่มอย่างไร ผมจึงส่งไปหาจิตแพทย์เด็กที่รู้จักกัน ด้วยการที่เป็นคนการศึกษาสูง เธอจึงเข้าใจประเด็นได้เร็ว และพยายามปรับเปลี่ยน นอกจากนี้ลูกชายของเธอก็ร้ายกาจน้อยลงเมื่อได้ยารักษาสมาธิสั้นในขนาดที่ไม่สูงนัก (ไม่รู้ว่าส่วนหนึ่งของคำสาปคือพันธุกรรมสมาธิสั้นหรือเปล่า)

ครั้งต่อมาเธอพยายามพาสามีมาด้วย เมื่อได้คุยผมก็พบว่าคุณสามีไม่ได้เลวร้ายอะไรอย่างที่เธอเคยเล่าไว้ เพียงแต่ระหว่างทั้งคู่มีปัญหาการสื่อสาร ตัวสามีเองก็ไม่มีความสุขนักกับที่บ้านและกับความคาดหวังของตัวเอง ยิ่งเมื่อรู้ว่าภรรยากับลูกไม่โอเคก็เสียใจมาก ใช่ว่าเขาจะนิสัยเสียเหมือนที่ฝ่ายภรรยาบอกว่าตระกูลนี้โดนสาป

ผมจึงค่อย ๆ “ถอนคำสาป” ซึ่งไม่ใช่การใช้เวทย์มนต์วิเศษ แต่คือการค่อย ๆ เปลี่ยนมุมมองและวิธีคิดที่เป็นพิษของคุณสาวไฮโซผู้นี้ อดีตของตระกูลไหนเป็นร้อยปี เราย่อมเปลี่ยนแปลงไม่ได้ แต่เราเปลี่ยนที่ตัวเราได้ ตอนนี้ และตรงนี้ ไม่ใช่คนอื่น

…..จบ…...

 

ภาพประกอบโดย วาดสุข

Resource: HealthToday Magazine, No.196 August 2017