กลไกการอ่านของสมอง

นพ.ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์

0
2195

งานวิจัยด้านสมองและจิตวิทยาในระยะ 10 ปีหลังช่วยให้เรามั่นใจในเรื่องบางเรื่องที่หลายบ้านทำอยู่แล้ว และส่งสัญญาณเตือนว่าระบบการศึกษาอาจจะกำลังทำอะไรผิดพลาดเกี่ยวกับการอ่านและการเขียนในชั้นเด็กเล็ก

ความสามารถในการอ่านเกิดขึ้น 3 ขั้นตอน

ขั้นที่ 1 เรียกว่าระยะ photographic

คือเด็กเล็กจะ “ถ่ายรูป” คำที่เห็นโดยไม่แยกรายละเอียด เช่น คำว่า cocacola คุณแม่อ่านว่า โคคาโคลา เมื่อเด็กเห็นคำว่า crocodile เด็กก็จะระลึกถึงเสียง โคคาโคลา อยู่ดี จะเป็นเด็กอังกฤษ ฝรั่งเศส จีน ฮิบรู ไทย ก็ใช้วิธีเดียวกัน

หากให้ยกตัวอย่างภาษาไทย (ข้อเขียนนี้เก็บความจากภาษาอังกฤษ) เช่น โลกาภิวัตน์ คุณแม่อ่านว่า โล-กา-พิ-วัด เมื่อเด็กเห็นคำว่า โลกกาวินาศ เด็กก็จะระลึกถึงเสียง โล-กา-พิ-วัด อยู่ดี จะให้ยกตัวอย่างภาษาจีนก็ยังได้นะครับ เกรงว่าจะตีพิมพ์ยาก ส่วนท่านที่รู้จักภาษาญี่ปุ่น ยิว และอาหรับ จะลองฝึกยกตัวอย่างเล่น ๆ ก็ได้ จะได้เข้าใจมากขึ้น

ขั้นที่ 2 เรียกว่าระยะ phenographic

เด็กเล็กเริ่มถอดรหัสหน่วยคำหรือ grapheme เป็นหน่วยเสียงหรือ phoneme กล่าวคือเด็กเริ่มมีความสามารถแยกรูปที่ถ่ายออกเป็น คำ และ อักษร โดยมีเสียงคุณแม่เป็นผู้ช่วยเหลือ พัฒนาการนี้เกิดขึ้นในสมองส่วน occipito-temporal letterbox คือคลังคำ เหนี่ยวนำให้เกิดวงจรประสาทที่จะพัฒนาตนเองเรื่องการอ่านต่อไปในอนาคต

ขั้นที่ 3 เรียกว่าระยะ orthographic

วงจรประสาทการอ่านนี้จะพัฒนาตนเองด้วยตนเองอย่างรวดเร็วและอัตโนมัติ (fast & automatic) นำไปสู่การเขียนหนังสือด้วยตนเองได้อีกโสตหนึ่ง เรื่องที่เราเพิ่งรู้คือ สมองของเด็ก 12 เดือนแรกพร้อมแล้วสำหรับปฏิบัติการขั้นที่ 1 และ 2 คือถ่ายรูปแล้วแยกคำ โดยใช้เสียงแม่เป็นเครื่องมือ หลังจากนั้นจะก่อร่างสร้างตัววงจรประสาทที่จะพัฒนาตัวเองอัตโนมัติได้ในอนาคต คำว่าก่อร่างสร้างตัวนี้แปลมาจากคำว่า wiring คือวางขดลวด กล่าวคือสมองของทารก 12 เดือนแรกไม่เคยนิ่ง มีการวางขดลวดอยู่ตลอดเวลา

กระบวนการ 3 ขั้นตอน เกิดขึ้นไล่เรียงตามลำดับทุกวัน ๆ ตั้งแต่ทารก ผ่านช่วงเด็กเล็ก จนเป็นเด็กโต เร็วช้าต่าง ๆ กันไป อายุเพียง 3 เดือน คลังคำก็เริ่มทำงาน พอ 6 เดือน ทารกเริ่มเก็บเสียงสระของภาษาแม่ (mother tounge) เอาไว้แล้ว พอครบปีทารกลงทะเบียนภาษาแม่เสร็จแล้ว ซึ่งส่วนใหญ่ก็คือเสียงที่ทารกเริ่มได้ยินในท้องแม่ระยะท้ายของการตั้งครรภ์

เด็กญี่ปุ่นไม่แยกเสียง r กับ l  เด็กอินเดียนแดงมีเสียง t หลากหลายรูปแบบ คนเหนือ คนอีสาน คนใต้มีวรรณยุกต์ของท้องถิ่นตนเองซึ่งวรรณยุกต์ภาคกลางทำไม่ได้  นั่นคือลำพังไม้เอก ไม้โท ไม้ตรี ไม้จัตวา ไม่พอใช้สำหรับเสียงท้องถิ่น

หากวงจรนี้ดีในขวบปีแรก ระหว่างขวบปีที่ 1 และ 2 เด็กเล็กจะเริ่มแยกรูปร่างของอักษรคือ morpheme เช่น เมื่อเส้นตรง 2 เส้นมาพบกัน เกิดเป็น L T X V ได้ หากให้ยกตัวอย่างภาษาไทยน่าจะเป็น ม้วนอย่างไรได้ ก ถ ภ หรือ ม น เป็นต้น

เมื่ออายุครบ 2 ปี วงจรประสาทจะพัฒนาตนเองโดยเก็บคำศัพท์ใหม่ ๆ เข้าสู่คลังคำได้วันละ 10-20 คำ และมากขึ้นทุกวันรวมทั้งกำหนดและแก้ไขไวยากรณ์ได้เอง พ่อแม่ที่เล่นบทบาทสมมติกับลูกขอให้สังเกตวิธีสร้างและแก้ไขประโยคของลูกตอนอายุ 3-4 ขวบดี ๆ สนุกมาก เมื่อถึง 6 ขวบวงจรนี้จะสมบูรณ์แบบและพร้อมที่จะเริ่มต้นเรียนอ่านเขียนอย่างจริงจัง

เห็นความสำคัญของหนังสือเด็กเล็กภาพใหญ่ ๆ ตัวหนังสือใหญ่ ๆ คำไม่มาก และการอ่านหนังสือให้ลูกฟังโดยเริ่มได้ทันที หรือเมื่อลูกอายุ 3 เดือนแล้วหรือยัง โดยไม่มีความจำเป็นต้องเร่งการอ่านและเขียนตั้งแต่อายุ 3 ขวบ เด็กทุกคนจะวางขดลวดเรียบร้อยพร้อมแก่การเรียนที่มีประสิทธิภาพที่สุดเมื่ออายุ 6-7 ขวบ

ส่วนเรื่องเร่งเรียนเขียนอ่านตั้งแต่ 3 ขวบโดยที่สมองของเด็กยังไม่พร้อมจะเกิดความเสียหายอะไรต่อสมองนั้นยังไม่มีหลักฐาน แต่ที่พอจะตั้งสมมติฐานได้คือ เสียเวลาเล่น

และการเล่นสำคัญต่อการวางขดลวดอย่างทั่วถึงมากกว่าทุกสิ่ง

Resource: HealthToday Magazine, No.195 JULY 2017